2010/Aug/03

Thailand script project

คำเตือน : ภาพยนต์เรื่องนี้มิได้ถูกสร้างจากเรื่องจริง  มาจากจินตนาการล้วนๆ สร้างเพื่อความบันเทิง 
ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงใดๆทั้งสิ้น   ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณเป็นอย่างที่สุด ถึงที่สุดมากในการรับอ่าน

    ค่ำคืนหนึ่งในวันที่ 3 สิงหาคม ปี 53 ผมนั่งลุ้นอย่างใจจดใจจ่อกับการประกาศผลผู้เข้ารอบ 50 คนสุดท้ายของ
Tsp หรือการประกวดบทภาพยนต์ ที่มิวเซียมสยามจัดให้ และแล้วผลก็ออกมา เป็นไปตามคาด ไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยทำไมไม่มีบทภาพยนต์ของเราปรากฎอยู่ในรายชื่อผู้เข้ารอบ ผมพยายามตรวจในfacebookอยู่หลายรอบผลคือไม่มี
   พัง ทุกอย่างพังครืนลง มากองอยู่ตรงหน้า  ไม่ใช่เสียดายเงินหนึ่งแสนหรอก แต่เป็นกล้องวีดีโอที่ใฝ่ฝันไว้ต่างหากล่ะ  ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ผมพยายามปลอบใจตัวเอง  ในระหว่างนั้น เสี่ยหลินก็เดินมาปลอบใจ " อย่าเสียใจไปเลย ดุลที่เขาประกาศมาน่ะเป็นสุดยอดภาพยนต์ทั้งนั้นเลย อย่าลืมว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ" เสี่ยพยายามทำความเข้าใจกับผม
"มันก็จริงเอาว๊ะพลาดคราวนี้ยังมีปีต่อไป"ผมเริ่มทำใจได้  แต่บังเอิญจริงๆที่ผมสังเกตุที่รองเม้าส์ของเครื่องคอมมันมีอะไรแปลกๆผมจึงบรรจงหยิบขึ้นมาดู  เท่านั้นหล่ะ  " อ้าย   หลิน นี่มันอะไรกันฟะ " ผมอุทานด้วยความตกใจสุดขีด  สิ่งที่ผมหยิบขึ้นมามันมากพอที่จะมีเหตุให้เกิดคดีฆาตกรรมกันระหว่างเพื่อนรักได้เลย  "ครบเลย สามหน้าครบไม่มีขาด ไหนมรึงบอกว่าเอาไปส่งให้แล้วไง"
เสี่ยหลินทำหน้าเจื่อนๆไม่พูดอะไร อยู่พักใหญ่  "เอาน่า อย่างน้อยบทกรูก็เข้ารอบน่า" คำพูดของเสี่ยทำเอาผมอึ้งอย่างแรง   ผมเลยพยายามหาบทภาพยนต์ของเสี่ย "ไหนมรึงชี้ซิว่าเรื่องไหนของมรึง  กรูไม่เห็นมีเลย ไอ้บทภาพยนต์เรื่อง ชีวประวัติ ของอีกัวน่าที่ชื่อ คาร์ลอส ของมรึงน่ะ"
 ผมลากเสี่ยมานั่งหน้าคอม  เสี่ยนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง " อ๋อ  พอดีเปลี่ยนชื่อเรื่องแล้ว  เอาน่ายังไงก็เข้ารอบแล้ว" เสี่ยตอบหน้าตาเฉย ผมพยายามรีดความลับ แล้วคิดอะไรขึ้นได้อย่าง " แล้วมรึงไปส่งบทที่ไปรษณีย์ทำไมไม่ส่งของกรูไปด้วย" นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำตอบคือ  " กรูเอาของมรึงออกแล้วเอาสุดยอดบทภาพนต์ของกรูใส่เข้าไปแทนก็แค่นั้น เห็นบทที่มรึงเขียนมาแล้วอายเขาว่ะ หนังเรื่อง กขค อะไรนั่นน่ะ ตกลงจะเขียนบทหนังหรือสอนวิชาภาษาไทยกันแน่" น่านโดนเข้าให้ "ไม่เป็นไรถ้างั้นขอค่าส่งไปรษณีย์คืนมาก็แล้วกัน" เสี่ยหลินได้ยินแล้วเกิดยิ้มขึ้นมาทันใด
"เขาเรียกว่าการลงทุนร่วมถ้าเกิดได้รางวัลขึ้นมามรึงก็เอากล้องไปก็แล้วกัน" เสี่ยพูดแบบหน้าตาเฉยโดยไม่มีคำว่าเงินแสน
ตามมาแม้แต่บาทเดียว  นี่ถ้าบทไปถึงมือกรรมการแล้วไม่ได้เข้ารอบเนี่ย จะไม่รู้สึกอะไรเลยนะเนี่ย แต่อย่างน้อยสิ่งที่มันพูดมาก็มีคำที่เกือบดีอยู่เหมือนกันเรื่องแผ่นรองเม้าส์เนี่ย     แต่เอ๊ะ แล้วทำไมมีเมล์ยืนยันว่าได้รับบทมาที่ผมล่ะเนี่ย "เสี่ย ทำไมมีเมล์ยืนยันมาที่กรูล่ะเนี่ย" ผมสงสัย  "มรึงก็รู้ว่ากรูไม่มีอีเมล์ ก็เลยเอาของมรึงส่งไปแทนก็แค่นั้น" ผมก็พอเข้าใจแต่ลืมคิดเรื่องสำคัญที่สุดไปเรื่องนึงสำคัญมากด้วย....ลืมเอะใจได้ไงเนี่ย

    และแล้ววันเสาร์ที่ 7 ก็มาถึงเสี่ยหลินชวนผมไปที่มิวเซียมสยามเพื่ออบรมการเขียนบท (เรื่องชีวประวัติอีกัวน่าที่ชื่อคาร์ลอสของมันน่ะ)เมื่อถึงโต็ะลงทะเบียนก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ ไอ้สิ่งสำคัญที่ผมลืมเอะใจอย่างแรง แบบไม่น่าให้อภัยคือ คนที่เข้ารอบจะต้องมีโทรศัพท์ไปเชิญแล้วเบอร์ที่มันบอกให้ไปคือเบอร์ผม ถ้าบทมันเข้ารอบต้องมีโทรศัพท์ไปที่ผมสิ นี่ไม่มี เอาเข้าให้แล้ว  ผมโดนเสี่ยหลินต้มเข้าให้แล้ว  ผมจึงเดินตรงปรี่ไปที่หน้าโต๊ะลงทะเบียน  ที่ที่เพื่อนรักผมกำลังนั่งคุกเข่าอยู่แล้วพร่ำว่าจะคุกเข่าจนกว่าจะยอมรับเป็นศิษย์หรือจนชั่วฟ้าดินสลาย
คล้ายหนังจีนอะไรของมันประมาณนั้น สภาวะจิตใจผมตอนนั้นบอกตามตรงว่าย่ำแย่มาก เสียเงินค่ารถมาเรื่องเล็กน้อยแต่เสียหน้าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมองผมยื้อยุดฉุดเสี่ยหลินอยู่นั่นสิ  ไม่น้อย....
    ผมยืนทำความเข้าใจกับเสี่ยหลินอยู่หน้าห้องน้ำตอนนี้แทนที่เสี่ยจะปลอบใจผมกลายเป็นว่าผมต้องเป็นคนปลอบใจเอง
จู่ๆเสี่ยแกก็คิดอะไรขึ้นมาได้ "ถ้าเข้าดีๆไม่ได้ต้องใช้ตัวช่วยแล้ว  "เสี่ยพูดขึ้นพร้อมกับยืมโทรศัพท์ของผมไปโทร
เพียงครู่เดียวเสี่ยก็ชวนผมเดินตรงรี่เข้าไปสู่ห้องสัมนา  น่าแปลกใจเป็นอย่างมากที่ไม่มีใครสนใจจะทักเราเหมือนกับมองไม่เห็นเราอย่างนั้นหล่ะ แล้วผมกับเสี่ยก็มานั่งอยู่ตรงเก้าอี้สองตัวด้านหน้าสุด น่าแปลกที่เก้าอี้สองตัวด้านหน้าสุดเป็นโซฟาอย่างดีปรับเอนนอนได้ต่างจาก50ตัวที่เหลือ   นี่มันทำได้ไงเนี่ย!    ผมไม่รอให้คำถามคาใจอยู่นานคำตอบจากปากเสี่ยหลินคือ  "จำมังกรที่เราไปที่เมืองจีนได้มั้ยที่ว่าขออะไรก็ได้น่ะ"เสี่ยพูด
"จำได้สิ แต่เราขอไปหมดแล้วนี่"ผมพอจำได้ลางๆ  " นั่นมันลูก นี่สายตรงกับพญามังกรเลย" เสี่ยบอกเลยถึงบางอ้อเลยฉลาดว่ะ
อ้อ ลืมบอกไปว่าผมนั่งด้านหน้าสุดค่อนไปด้านขวาหน่อย หวังว่าผู้เข้ารอบคงจะไม่ว่านะ เพราะไม่มีใครมองเห็นผมสองคนหรอก
ระหว่างที่กำลังอบรมอยู่นั้นผมได้แต่นั่งคิดว่าถ้ามีสักปีที่เรื่องชีวประวัติอีกัวน่าที่ชือคาร์ลอสเข้ารอบมันจะเป็นยังไงหนอ
ส่วนเรื่อง กขค ของผมก็คงจะต้องนำไปพัฒนาแก้ไขแล้วส่งมาใหม่ปีหน้าก็ได้ เฮ้อ...ต้องมีวันของเราสักวัน....

ปล. ลืมบอกไปว่ามังกรที่พูดถึงอยู่ในตอน ผจญภัยแดนมังกรหมื่นลี้ ด้านซ้ายมือของpageนั่นเอง
 
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙ 

2010/Feb/18

หายไปนาน มัวแต่ไปสร้าง การ์ตูน flash อนิเมชั่น แบบไทยๆ เขียนเอง กำกับเอง เรื่องแรก หวังว่าเรทติ้งคงจะดีขึ้นมาหน่อย เฮ้อ.....

edit @ 18 Feb 2010 19:08:53 by taif55

2009/Nov/02

++++++++++++++++++++++++
 
ภาระกิจตะลุยอวกาศกู้โลก ตอนที่ 5


ตอน  อนุสรณ์สถานวีรบุรุษนิรนาม

      แย่แล้ว ถ้าเราสองคนสลบแล้วใครจะสั่งหยุดยาน
แล้วเราไม่พุ่งเข้าชนโลกหรือนี่  แย่แล้ว....และแล้วผมก็หมดสติตามคาด
ใครจะหยุดยาน นั่นหล่ะคือปัญหา...   
   ตอนนี้ผมรู้สึกตัวว่าเหมือนกำลังหมุนเคว้งคว้างอยู่ 
 แสงสว่างวาบเข้ามาในตาผม บรรยากาศอบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก
ผมรู้สึกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย
 เหมือนผมกำลังล่องลอยกลิ้งอยู่บนฟางนุ่มๆ แต่ตัวมันหนักๆชอบกล
ทำไมเราถึงรู้สึกประหลาดแบบนี้ หรือว่าที่นี่ ที่ๆมีแสงสว่างจ้าแบบนี้
ไม่นะ ผมไม่ยังอยาก...
  แต่แล้วเหมือนมีบางสิ่งพุ่งเข้าที่กลางหน้าท้อง
โอ้ย!มันอะไรกันว๊ะเนี่ย ทำไมมันเจ็บแบบนี้
 เมื่อแสงสว่างหายไปภาพที่เห็นเป็นภาพแรกคือ นางฟ้า 
แต่เอ๊ะ ไม่ใช่สิ นั่นมันนางงามจักรวาลนี่  เดี๋ยว ไม่ใช่ ไม่ใช่ นั่นมันนางพยาบาลนี่หว่า
 นี่เราฝันไปหรือนี่  เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาเราต้องฝันไปแน่ๆ
 " ฟื้นแล้วหรือ แหม หลับไปนานเลยนะ "พยาบาลทักผมเป็นคำแรก
ผมค่อยๆขยับตัว แล้วเริ่มมองไปรอบๆตัว จรดปลายขา
ตอนนี้เองทำให้ผมรู้ว่า นี่เราใส่ชุดนักบินอวกาศอยู่นี่
นี่มันเป็นเรื่องจริงนี่หว่า  แล้วเรารอดมาได้ไงเนี่ย ผมยังไม่ทันได้ถามพยาบาล
พวกเขาก็รีบเข็นผมไปอีกห้อง ในระหว่างพยาบาลกำลังเคลื่อนย้ายผมไปนั้น
ก็พลันหันไปเห็น พยาบาลอีกคนกำลังเอา โคตรเข็มแทงเข้าไปที่นักบิน สตีฟ อยู่
นี่กูโดนโคตรเข็มมาแล้วหรือนี่ ตาย กรูอยากจะเป็นลม ผมรีบเอามือกุมหน้าท้องด้วยความเสียว
 ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนผมก็เลยถาม บุรุษพยาบาลที่กำลังเข็นผมอยู่เรื่องเสี่ยหลิน
แต่เหมือนกับจะไม่ได้รับคำตอบ บุรุษพยาบาลเงียบไม่ยอมพูดอะไร หรือว่า เราเสียเพื่อนไปแล้ว
เพื่อนนะเพื่อน ทำไมทิ้งกันได้ จะไปหาเพื่อนแบบนี้ได้ที่ไหน ไม่น่าเลย ตอนนี้น้ำตาก็เริ่มไหลซึมออกมา
 เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นเตียงมาที่ห้องพัก พลันผมก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
ไม่อยากจะเชื่อนั่นมันเสี่ยหลินนี่หว่า ผมงี้ดีใจจนบอกไม่ถูก น้ำตาแห่งความสูญเสีย
กลายเป็นน้ำตาแห่งความดีใจในทันใด
 เสี่ยหลินเมื่อเห็น มันก็รีบตรงรี่เข้ามาหาผม
ผมอ้าแขนเตรียมจะกอดมัน แต่แล้ว
มันเอาโทรศัพท์ที่มันถืออยู่มาใส่ในมือผม
อะไรว๊ะ! ผมงง
"ไอ้ดุล มรึงบอกเจ๊แกทีซิว่ากรูไม่ได้หนีเที่ยว ช่วยกรูหน่อย"เสี่ยหลินรีบคะยั้นคะยอให้รับสาย
ผมเลยรับโทรศัพท์มาด้วยอาการงง  แต่พอรับเท่านั้นหล่ะ อะโห ชุดใหญ่ คอมโบเซ็ท ร้อยเก้าเก้าเลย
"พวกมรึงอยู่ไหนเนี่ย บอกมาตามตรงเลย อย่าโกหกนะ" นี่มันเสียงมาดามของเสี่ยหลินนี่หว่า
ผมเลยหันไปถามเจ้าหน้าที่ "ที่นี่ที่ไหนครับ"
เจ้าหน้าที่บอกว่าที่นี่องค์การนาซ่า ผมก็เลยตอบไปว่า
 "ไม่รู้ตอนนี้กำลังมึนหัวอยู่ยังไม่สร่างเลย เห็นเขาบอกว่า นาซ่า"
เท่านั้นหล่ะแมคโดนัลด์ชุดคอมโบเซ็ทเบอร์เกอร์ใส้จรเข้น้อยพุ่งเข้าทางหูขวาผมทันที
"...! ปกป้องกันดีนะ นาซ่าเขาเจ๊งไปตั้งนานแล้ว
 มรึงคิดว่ากรูไม่รู้เหรอ มรึงอยู่ผับไหน
มรึงบอกกรูมาเดี๋ยวนี้ ไม่คิดเลยว่าจะเมากับเขาด้วย ไหนบอกไม่กินเหล้าไง 
 พากันไปเสียคน ไม่น่าปล่อยให้อยู่ด้วยกันเลย "
 ดูท่าจะไม่จบผมก็เลยโยนโทรศัพท์กลับไปให้เสี่ยหลิน
ที่กำลังยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ แล้วปล่อยให้เคลียรกันเอง กรูไมยุ่งแล้ว
 สักพัก หัวหน้าโครงการที่เจอกันตอนแรกก็เดินเข้ามาเยี่ยม  ผมเลยถามเรื่องการลงจอด
" เออนี่ ผมสงสัยจริงๆว่าใครพาเราลงมาบนโลกได้เนี่ย เห็นทุกคนสลบกันหมด"ผมชักอยากรู้
หัวหน้าโครงการมองไปทางเสี่ยหลินแล้วกระซิบข้างหูผม
"อย่าไปว่าเขานะ จริงๆแล้วตอนที่เราได้รับสัญญานของกระสวยอวกาศ
พวกฮูสตันงี้ ดีใจจนบอกไม่ถูก แต่พอได้ยินเสียงสนทนาบนยานเล่นเอาเราใจหาย"
มีอะไรเกิดขึ้นเหรอผมอยากรู้เข้าไปอีก
"ก็เพื่อนนายน่ะสิ คุยโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมที่เราเปลี่ยนให้ตอนขึ้นบิน
แล้วบอกว่า ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวจะขับยานไปเดี๋ยวนี้ คอยดูให้ดีจะพุ่งเข้าชนกลางหลังคาบ้านเลย
ความรักรุณแรงจริงๆ"หัวหน้าโครงการส่ายหัว
"แล้วเขาก็ทำจริงๆ เล่นตรงปรี่ไปที่ประเทศไทย พวกเรางี้พยายามบังคับยานจากภาคพื้นแต่ไมสำเร็จ
คงมีระบบอะไรเสียหาย  นี่ต้องกล่อมอยู่นานกว่าเขาจะยอมหันหันหัวกลับมา"
 ผมได้ยินที่หัวหน้าพูดเล่นเอาเสียววาบเลย
แล้วมองไปทางเสี่ยหลิน กลุ้ม จริงๆ
  ยังไงก็ตามตอนนี้เราลงมาอย่างปลอดภัยส่วนหนึ่งต้องขอบใจ มันจริงๆ
 พวกเราถูกสั่งให้พักอยู่ในห้อง กักเชื้อที่อาจจะติดมาจากอวกาศอยู่สามวัน
ในระหว่างนั้นผมก็ถามเสี่ยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นบนยาน เสี่ยแกบอกว่า
"ตอนอยู่บนยานตอนที่ถูกกระแทกก็สลบไปเหมือนกัน แต่จู่ๆ
โทรศัพท์มันดังขึ้น ก็เลยสะดุ้งตื่นมารับสาย
พูดยังไง เจ๊แกก็ไม่เชื่อ ก็เลยจะขับยานไปที่บ้านมันซะเลย พอดี พวกฝรั่ง
บอกให้กลับเลยต้องกลับ " เสี่ยพูดถึงตอนนี้ผม ก็แปลกใจ
"เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้มรึงบอกว่ามรึงขับยานไปที่บ้าน มรึงล้อเล่นป่าวเนี่ย มรึงขับเป็นด้วยเหรอ"ผมถาม
ท่าจะประสาทยานเขาราคาเป็นล้านดอลล์ มันจะขับง่ายแบบนั้นเลยเหรอ
"ใช่ กรูขับเอง ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะขับได้หรอก แต่พอมองแผงบังคับดีๆ
นี่มันแผงคอกพิทของเครื่องบิน โบอิ้ง 737 นี่หว่า ยานบ้าอะไรว๊ะ
ราคาเป็นแสนล้านดอลล์ ใช้คอกพิท boeing ึ737 โคตรลดต้นทุนเลย"เสี่ยตอบ
"ถึงยังไงมรึงก็ไม่น่าขับเครื่องบินได้อยู่ดี"ผมสงสัย
"มันจะไปยากอะไร ก็เกม Flight Simulator ที่มรึงสอนกรูเล่นไง"
ตอนนี้ก็ถึงบางอ้อแล้ว เฮ้อ!มีประโยชน์ มีประโยชน์...
 เมื่อครบกำหนดแล้ว ผมก็ถูกเชิญให้มาที่ห้องรับรองของ องค์การนาซ่า
ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เช็คแฮนด์ประธานาธิบดี แล้วก็กล่าวคำอำลากับพวกนักบิน
โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคำสดุดีใดๆ
แล้วอีกอย่างถ้ามีคนภายนอกรู้ว่ายานไร้นักบินลำนี้
มีคนขึ้นไปด้วยละก็เรื่องยาวแน่ๆ
หลังจากนั้นผมก็เดินไปขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับบ้าน แต่เอ๊ะ ไอ้เครื่องบินสีฟ้านี่มันคุ้นๆแฮะ
ช่างมันเหอะ ลำไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน
ว่าแล้ว ผมกับเสี่ยก็เดินไปขึ้นเครื่องบิน 
เมื่อเครื่องบินขึ้นแล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเสี่ยมันไม่หลับว๊ะ มันเป็นโรคกลัวเครื่องบินนี่หว่า
แต่แล้วเสี่ยหลินก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องนักบินแล้วไปกระซิบกระซาบกับนักบิน
แล้วนักบินก็เดินมาหาผู้ควบคุมที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมไม่รู้พูดอะไรกัน
แต่ผู้ดูแลก็พยักหน้า แล้วเครื่องบินก็หันหัวไปอีกทาง
กว่าจะรู้ว่ามันพูดอะไร เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินลาสเวกัสเสียแล้ว
ผมเลยต้องนั่งกลุ้มใจบนรถลีมูซีนที่พาเราไปที่คาสิโน
เพื่อดื่มกาแฟอีกแล้ว
เสี่ยหลินใช้เวลาในคาสิโนไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับผู้ดูแล
แล้วกลับไปขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
 ผมเผลอหลับไปก็จะไม่ให้หลับได้ไง เก้าอี้ตัวเบ้อเร่อ แอร์ก็เย็น
ตื่นขึ้นมาอีกที ก็ถึงสนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองเสียแล้ว
ไม่รอช้าเราทั้งสองขอตัวลากลับแต่ผมเห็นสีหน้าของผู้ดูแลที่มีท่าทีแปลกๆ
ผมนึกขึ้นได้ก็เลยเข้าไปถาม
"เสียไปเท่าไหร่ล่ะ " ผู้ดูแลยกนิ้วขึ้นมาชูสองนิ้ว
"สองพัน นี่ยังดีนะ ไอ้คนก่อนก็โดนเหมือนกัน  ยกให้มันไปก็แล้วกัน ทำใจเหอะไม่ได้คืนหรอก"
ผมปลอบใจ
"ปล่าว สองล้านดอลล์"คำตอบของผู้ดูแลเล่นเอาผมอึ้ง ไม่รอช้าผมรีบคว้าตัวเสี่ยหลิน
แล้วขอตัวลาขึ้นรถทหารที่มารับที่บันไดเครื่องบินออกไปด้านหน้าฐานทัพในทันที
ทหารอาสาจะพาเราไปส่งบ้าน แต่ผมเกรงใจเลยขอตัวขึ้น แท็กซี่กลับแทน
ทหารไม่ยอมผมก็เลยต้องหลอกว่าถึงบ้านแล้ว เลยได้ลง
เมื่อผมขึ้นรถแล้วผมก็รีบถามมันทันใด
"มรึงนี่บ้าปล่าว ติดพนันงอมแงม ดีนะที่เขายกให้ ไม่งันบานตูด"ผมพูด
"มรึงอย่าโกรธ กรูนะเพื่อน ที่จริงแล้วไม่ใช่เงินมันหรอก"เสี่ยหลินทำตาอ้อน
"แล้วมรึงเอาเงินที่ไหนมาเล่น"ผมหันมามองหน้ามัน
"ก็เงินค่าตอบแทนที่เขาให้กรูกะมึงนั่นหละ"คำตอบที่ได้ยินนั้นเล่นเอาเกือบเกิด
คดีฆาตกรรมบนรถแท็กซี่ แต่ช่างมันเหอะแค่เจ็ดสิบล้านบาทเอง
ยังไงซะตอนนี้เราก็กลับมาได้โดยปลอดภัย ไอ้เงินแค่นั้นมันซื้อเพื่อนแท้ไม้ได้หรอก
เศษเงินเจ็ดสิบล้าน เจ็ดสิบล้านบาทเองไอ้หลิน มรึงได้ยินไหม ไอ้ ๆๆๆๆ...
  ระหว่างที่เรากำลังนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่แถวคลองรังสิต ผมก็หันไปเห็นเครื่องบินสีฟ้า
ที่พาเรามาส่ง กำลังบินผ่านไปพร้อมเครื่องบินรบอีกสองลำ ก็เลยถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกไว้ซะหน่อย
เฮ้อ อีกไม่นานก็ถึงบ้านเราแล้ว ซาหวัน ซาหวัน หุ หุ...
 อวสานอีกภาคแล้ว
เตรียมพบกับภาคใหม่ เร็วๆนี้................... 

edit @ 2 Nov 2009 22:12:00 by taif55

edit @ 23 Dec 2009 19:10:53 by taif55



korakot wangsamad
View full profile