2009/Nov/02

++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 
ภาระกิจตะลุยอวกาศกู้โลก ตอนที่ 5


ตอน  อนุสรณ์สถานวีรบุรุษนิรนาม

      แย่แล้ว ถ้าเราสองคนสลบแล้วใครจะสั่งหยุดยาน
แล้วเราไม่พุ่งเข้าชนโลกหรือนี่  แย่แล้ว....และแล้วผมก็หมดสติตามคาด
ใครจะหยุดยาน นั่นหล่ะคือปัญหา...   
   ตอนนี้ผมรู้สึกตัวว่าเหมือนกำลังหมุนเคว้งคว้างอยู่ 
 แสงสว่างวาบเข้ามาในตาผม บรรยากาศอบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก
ผมรู้สึกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย
 เหมือนผมกำลังล่องลอยกลิ้งอยู่บนฟางนุ่มๆ แต่ตัวมันหนักๆชอบกล
ทำไมเราถึงรู้สึกประหลาดแบบนี้ หรือว่าที่นี่ ที่ๆมีแสงสว่างจ้าแบบนี้
ไม่นะ ผมไม่ยังอยาก...
  แต่แล้วเหมือนมีบางสิ่งพุ่งเข้าที่กลางหน้าท้อง
โอ้ย!มันอะไรกันว๊ะเนี่ย ทำไมมันเจ็บแบบนี้
 เมื่อแสงสว่างหายไปภาพที่เห็นเป็นภาพแรกคือ นางฟ้า 
แต่เอ๊ะ ไม่ใช่สิ นั่นมันนางงามจักรวาลนี่  เดี๋ยว ไม่ใช่ ไม่ใช่ นั่นมันนางพยาบาลนี่หว่า
 นี่เราฝันไปหรือนี่  เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาเราต้องฝันไปแน่ๆ
 " ฟื้นแล้วหรือ แหม หลับไปนานเลยนะ "พยาบาลทักผมเป็นคำแรก
ผมค่อยๆขยับตัว แล้วเริ่มมองไปรอบๆตัว จรดปลายขา
ตอนนี้เองทำให้ผมรู้ว่า นี่เราใส่ชุดนักบินอวกาศอยู่นี่
นี่มันเป็นเรื่องจริงนี่หว่า  แล้วเรารอดมาได้ไงเนี่ย ผมยังไม่ทันได้ถามพยาบาล
พวกเขาก็รีบเข็นผมไปอีกห้อง ในระหว่างพยาบาลกำลังเคลื่อนย้ายผมไปนั้น
ก็พลันหันไปเห็น พยาบาลอีกคนกำลังเอา โคตรเข็มแทงเข้าไปที่นักบิน สตีฟ อยู่
นี่กูโดนโคตรเข็มมาแล้วหรือนี่ ตาย กรูอยากจะเป็นลม ผมรีบเอามือกุมหน้าท้องด้วยความเสียว
 ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนผมก็เลยถาม บุรุษพยาบาลที่กำลังเข็นผมอยู่เรื่องเสี่ยหลิน
แต่เหมือนกับจะไม่ได้รับคำตอบ บุรุษพยาบาลเงียบไม่ยอมพูดอะไร หรือว่า เราเสียเพื่อนไปแล้ว
เพื่อนนะเพื่อน ทำไมทิ้งกันได้ จะไปหาเพื่อนแบบนี้ได้ที่ไหน ไม่น่าเลย ตอนนี้น้ำตาก็เริ่มไหลซึมออกมา
 เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นเตียงมาที่ห้องพัก พลันผมก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
ไม่อยากจะเชื่อนั่นมันเสี่ยหลินนี่หว่า ผมงี้ดีใจจนบอกไม่ถูก น้ำตาแห่งความสูญเสีย
กลายเป็นน้ำตาแห่งความดีใจในทันใด
 เสี่ยหลินเมื่อเห็น มันก็รีบตรงรี่เข้ามาหาผม
ผมอ้าแขนเตรียมจะกอดมัน แต่แล้ว
มันเอาโทรศัพท์ที่มันถืออยู่มาใส่ในมือผม
อะไรว๊ะ! ผมงง
"ไอ้ดุล มรึงบอกเจ๊แกทีซิว่ากรูไม่ได้หนีเที่ยว ช่วยกรูหน่อย"เสี่ยหลินรีบคะยั้นคะยอให้รับสาย
ผมเลยรับโทรศัพท์มาด้วยอาการงง  แต่พอรับเท่านั้นหล่ะ อะโห ชุดใหญ่ คอมโบเซ็ท ร้อยเก้าเก้าเลย
"พวกมรึงอยู่ไหนเนี่ย บอกมาตามตรงเลย อย่าโกหกนะ" นี่มันเสียงมาดามของเสี่ยหลินนี่หว่า
ผมเลยหันไปถามเจ้าหน้าที่ "ที่นี่ที่ไหนครับ"
เจ้าหน้าที่บอกว่าที่นี่องค์การนาซ่า ผมก็เลยตอบไปว่า
 "ไม่รู้ตอนนี้กำลังมึนหัวอยู่ยังไม่สร่างเลย เห็นเขาบอกว่า นาซ่า"
เท่านั้นหล่ะแมคโดนัลด์ชุดคอมโบเซ็ทเบอร์เกอร์ใส้จรเข้น้อยพุ่งเข้าทางหูขวาผมทันที
"...! ปกป้องกันดีนะ นาซ่าเขาเจ๊งไปตั้งนานแล้ว
 มรึงคิดว่ากรูไม่รู้เหรอ มรึงอยู่ผับไหน
มรึงบอกกรูมาเดี๋ยวนี้ ไม่คิดเลยว่าจะเมากับเขาด้วย ไหนบอกไม่กินเหล้าไง 
 พากันไปเสียคน ไม่น่าปล่อยให้อยู่ด้วยกันเลย "
 ดูท่าจะไม่จบผมก็เลยโยนโทรศัพท์กลับไปให้เสี่ยหลิน
ที่กำลังยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ แล้วปล่อยให้เคลียรกันเอง กรูไมยุ่งแล้ว
 สักพัก หัวหน้าโครงการที่เจอกันตอนแรกก็เดินเข้ามาเยี่ยม  ผมเลยถามเรื่องการลงจอด
" เออนี่ ผมสงสัยจริงๆว่าใครพาเราลงมาบนโลกได้เนี่ย เห็นทุกคนสลบกันหมด"ผมชักอยากรู้
หัวหน้าโครงการมองไปทางเสี่ยหลินแล้วกระซิบข้างหูผม
"อย่าไปว่าเขานะ จริงๆแล้วตอนที่เราได้รับสัญญานของกระสวยอวกาศ
พวกฮูสตันงี้ ดีใจจนบอกไม่ถูก แต่พอได้ยินเสียงสนทนาบนยานเล่นเอาเราใจหาย"
มีอะไรเกิดขึ้นเหรอผมอยากรู้เข้าไปอีก
"ก็เพื่อนนายน่ะสิ คุยโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมที่เราเปลี่ยนให้ตอนขึ้นบิน
แล้วบอกว่า ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวจะขับยานไปเดี๋ยวนี้ คอยดูให้ดีจะพุ่งเข้าชนกลางหลังคาบ้านเลย
ความรักรุณแรงจริงๆ"หัวหน้าโครงการส่ายหัว
"แล้วเขาก็ทำจริงๆ เล่นตรงปรี่ไปที่ประเทศไทย พวกเรางี้พยายามบังคับยานจากภาคพื้นแต่ไมสำเร็จ
คงมีระบบอะไรเสียหาย  นี่ต้องกล่อมอยู่นานกว่าเขาจะยอมหันหันหัวกลับมา"
 ผมได้ยินที่หัวหน้าพูดเล่นเอาเสียววาบเลย
แล้วมองไปทางเสี่ยหลิน กลุ้ม จริงๆ
  ยังไงก็ตามตอนนี้เราลงมาอย่างปลอดภัยส่วนหนึ่งต้องขอบใจ มันจริงๆ
 พวกเราถูกสั่งให้พักอยู่ในห้อง กักเชื้อที่อาจจะติดมาจากอวกาศอยู่สามวัน
ในระหว่างนั้นผมก็ถามเสี่ยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นบนยาน เสี่ยแกบอกว่า
"ตอนอยู่บนยานตอนที่ถูกกระแทกก็สลบไปเหมือนกัน แต่จู่ๆ
โทรศัพท์มันดังขึ้น ก็เลยสะดุ้งตื่นมารับสาย
พูดยังไง เจ๊แกก็ไม่เชื่อ ก็เลยจะขับยานไปที่บ้านมันซะเลย พอดี พวกฝรั่ง
บอกให้กลับเลยต้องกลับ " เสี่ยพูดถึงตอนนี้ผม ก็แปลกใจ
"เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้มรึงบอกว่ามรึงขับยานไปที่บ้าน มรึงล้อเล่นป่าวเนี่ย มรึงขับเป็นด้วยเหรอ"ผมถาม
ท่าจะประสาทยานเขาราคาเป็นล้านดอลล์ มันจะขับง่ายแบบนั้นเลยเหรอ
"ใช่ กรูขับเอง ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะขับได้หรอก แต่พอมองแผงบังคับดีๆ
นี่มันแผงคอกพิทของเครื่องบิน โบอิ้ง 737 นี่หว่า ยานบ้าอะไรว๊ะ
ราคาเป็นแสนล้านดอลล์ ใช้คอกพิท boeing ึ737 โคตรลดต้นทุนเลย"เสี่ยตอบ
"ถึงยังไงมรึงก็ไม่น่าขับเครื่องบินได้อยู่ดี"ผมสงสัย
"มันจะไปยากอะไร ก็เกม Flight Simulator ที่มรึงสอนกรูเล่นไง"
ตอนนี้ก็ถึงบางอ้อแล้ว เฮ้อ!มีประโยชน์ มีประโยชน์...
 เมื่อครบกำหนดแล้ว ผมก็ถูกเชิญให้มาที่ห้องรับรองของ องค์การนาซ่า
ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เช็คแฮนด์ประธานาธิบดี แล้วก็กล่าวคำอำลากับพวกนักบิน
โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคำสดุดีใดๆ
แล้วอีกอย่างถ้ามีคนภายนอกรู้ว่ายานไร้นักบินลำนี้
มีคนขึ้นไปด้วยละก็เรื่องยาวแน่ๆ
หลังจากนั้นผมก็เดินไปขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับบ้าน แต่เอ๊ะ ไอ้เครื่องบินสีฟ้านี่มันคุ้นๆแฮะ
ช่างมันเหอะ ลำไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน
ว่าแล้ว ผมกับเสี่ยก็เดินไปขึ้นเครื่องบิน 
เมื่อเครื่องบินขึ้นแล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเสี่ยมันไม่หลับว๊ะ มันเป็นโรคกลัวเครื่องบินนี่หว่า
แต่แล้วเสี่ยหลินก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องนักบินแล้วไปกระซิบกระซาบกับนักบิน
แล้วนักบินก็เดินมาหาผู้ควบคุมที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมไม่รู้พูดอะไรกัน
แต่ผู้ดูแลก็พยักหน้า แล้วเครื่องบินก็หันหัวไปอีกทาง
กว่าจะรู้ว่ามันพูดอะไร เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินลาสเวกัสเสียแล้ว
ผมเลยต้องนั่งกลุ้มใจบนรถลีมูซีนที่พาเราไปที่คาสิโน
เพื่อดื่มกาแฟอีกแล้ว
เสี่ยหลินใช้เวลาในคาสิโนไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับผู้ดูแล
แล้วกลับไปขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
 ผมเผลอหลับไปก็จะไม่ให้หลับได้ไง เก้าอี้ตัวเบ้อเร่อ แอร์ก็เย็น
ตื่นขึ้นมาอีกที ก็ถึงสนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองเสียแล้ว
ไม่รอช้าเราทั้งสองขอตัวลากลับแต่ผมเห็นสีหน้าของผู้ดูแลที่มีท่าทีแปลกๆ
ผมนึกขึ้นได้ก็เลยเข้าไปถาม
"เสียไปเท่าไหร่ล่ะ " ผู้ดูแลยกนิ้วขึ้นมาชูสองนิ้ว
"สองพัน นี่ยังดีนะ ไอ้คนก่อนก็โดนเหมือนกัน  ยกให้มันไปก็แล้วกัน ทำใจเหอะไม่ได้คืนหรอก"
ผมปลอบใจ
"ปล่าว สองล้านดอลล์"คำตอบของผู้ดูแลเล่นเอาผมอึ้ง ไม่รอช้าผมรีบคว้าตัวเสี่ยหลิน
แล้วขอตัวลาขึ้นรถทหารที่มารับที่บันไดเครื่องบินออกไปด้านหน้าฐานทัพในทันที
ทหารอาสาจะพาเราไปส่งบ้าน แต่ผมเกรงใจเลยขอตัวขึ้น แท็กซี่กลับแทน
ทหารไม่ยอมผมก็เลยต้องหลอกว่าถึงบ้านแล้ว เลยได้ลง
เมื่อผมขึ้นรถแล้วผมก็รีบถามมันทันใด
"มรึงนี่บ้าปล่าว ติดพนันงอมแงม ดีนะที่เขายกให้ ไม่งันบานตูด"ผมพูด
"มรึงอย่าโกรธ กรูนะเพื่อน ที่จริงแล้วไม่ใช่เงินมันหรอก"เสี่ยหลินทำตาอ้อน
"แล้วมรึงเอาเงินที่ไหนมาเล่น"ผมหันมามองหน้ามัน
"ก็เงินค่าตอบแทนที่เขาให้กรูกะมึงนั่นหละ"คำตอบที่ได้ยินนั้นเล่นเอาเกือบเกิด
คดีฆาตกรรมบนรถแท็กซี่ แต่ช่างมันเหอะแค่เจ็ดสิบล้านบาทเอง
ยังไงซะตอนนี้เราก็กลับมาได้โดยปลอดภัย ไอ้เงินแค่นั้นมันซื้อเพื่อนแท้ไม้ได้หรอก
เศษเงินเจ็ดสิบล้าน เจ็ดสิบล้านบาทเองไอ้หลิน มรึงได้ยินไหม ไอ้ ๆๆๆๆ...
  ระหว่างที่เรากำลังนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่แถวคลองรังสิต ผมก็หันไปเห็นเครื่องบินสีฟ้า
ที่พาเรามาส่ง กำลังบินผ่านไปพร้อมเครื่องบินรบอีกสองลำ ก็เลยถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกไว้ซะหน่อย
เฮ้อ อีกไม่นานก็ถึงบ้านเราแล้ว ซาหวัน ซาหวัน หุ หุ...
 
 
 
 
 อวสานอีกภาคแล้ว
 
เตรียมพบกับภาคใหม่ เร็วๆนี้................... 

edit @ 2 Nov 2009 22:12:00 by taif55

2009/Oct/26

ภาระกิจตะลุยอวกาศกู้โลก ตอนที่ 4
 
 
 
 
 
ปล.ข้อความบางตอนในบทนี้กล่าวถึงการผจญภัยในแดนมังกรหมื่นลี้
 
 
ตอน  พลีชีพเพื่อ......(อะไร)
 
 
  บรรยากาศในยานอวกาศตอนนี้บอกตามตรงว่าเครียดสุดๆ
ลองนึกภาพดูว่าอีกไม่กี่นาทีเราทั้งหมดกำลังจะตาย
ดูมันหวิวๆ เหมือนตัวกำลังถูกมัดอยู่กับหลักประหาร
 มีคนเอาระเบิดมือมายื่นให้ แล้วบอกให้รีบๆตายซะ
 ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่สมองผมคิดอะไรไม่
ออกเลยเนื่องจากความกลัวอย่างสุดขีด
แล้วนักบินคนหนึ่งก็ยื่นอะไรบางอย่างมาให้เรา
"นี่ยังมีอารมณ์จะกินอีกเหรอ"ผมถาม
"แค่ย้อมใจ"บิลล์ตอบ
เสี่ยมองที่ฉลากแล้วรีบคว้าซองที่นักบินยื่นมาให้
"ไม่ต้องให้มันหรอก ไอ้ดุลมันไม่กินแอลกอฮอล์"แล้วมันก็เอาเจลวอดก้าไปกิน
แล้วนักบินอีกคนก็ยื่นเจลรสกาแฟมาให้ผม
เนื่องจากสตีฟก็ไม่ดื่มเหล้าเหมือนกัน
เราปล่อยให้ทั้งสองคนนั้นเมาจนปลิ้น
แล้วผมก็นั่งคุยกับสตีฟ
" ถามจริงเหอะ นายมาทำภาระกิจนี้ นายไม่ห่วงคนรักหรือ
คนทางบ้านมั่งเหรอ ในเมื่อรู้ว่าขึ้นมาแล้วจะไม่ได้กลับแน่ๆ"
"ก็เพราะเป็นห่วงเนี่ยหล่ะ ถึงได้ขออาสาขึ้นมา" สตีฟพูดเปิดอก
"แล้วแฟนนายเขารู้หรือเปล่า" ผมถาม
"อย่าไปพูดถึงคนคนนั้นเลย เขาปล่อยให้เราสองพ่อ
ลูกดูแลกันเองตั้งแต่ลิซ่ายังเล็กอยู่"สตีฟพูด
ผมเห็นท่าไม่ดีเลยหยุดถาม
"เอ้อ อยากจะถามอะไรพวกนายอย่างว่าทำไม 
นายสองคนถึงทนแรงต้านของยานอวกาศมหาศาล
ขนาดนั้นได้ อยากรู้จริงๆ"สตีฟถามอย่างสงสัย
ผมครุ่นคิดอยู่พักนึงแล้วตอบไปว่า
"จริงๆก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าตั้งแต่ออกมานอกอวกาศครั้งก่อน 
พอกลับไปมันก็รู้สึกแปลกๆตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
"ผมพอจะนึกอะไรบางอย่างออก แต่นักบินกลับหัวเราะ
"นี่นายกำลังล้อฉันเล่นใช่มั้ยเนี่ย "  แล้วเสี่ยที่กำลังปลิ้นอยู่ก็หันมาตอบ
"ไม่ได้ล้อเล่น เราเคยออกมาแล้วจริงๆ ตอนที่เราไปจีนกัน"เสี่ยตอบ ลิ้นพันกัน
"จริงเหรอเนี่ย นี่จีนพัฒนาไปถึงขั้นนั้นแล้วเหรอ " สตีฟพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง
"เราขึ้นมังกรบินรอบโลกกันมาแล้วไม่อยากจะคุย
มันวิเศษมากเลย ขอบอก" เสี่ยพูดด้วยความภูมิใจ
"ไม่ต้องโม้เลย กรูเห็นมึงเอาแต่หลับตา ดีนะที่บิน
รอบโลกแค่สองรอบ ไม่งั้นมรึงตายแน่"ผมขัดเสี่ยหลิน
เล่นเอานักบินงง แล้วจู่ๆก็หัวเราะออกมาทั้งคู่
ก็ถูกของมันถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้หรอก
  และแล้วปาร์ตี้คร้งสุดท้ายในชีวิตก็จบลง
นักบินทั้งสองประจำตำแหน่ง ผมรัดเข็มขัดติดกับเก้าอี้ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
มีเพียงเสี่ยหลินคนเดียวที่ขอตายโดยไร้ซึ่งพันธนาการ
"H2N1 ถึง ฮูสตัน พวกเราในนามตัวแทนของมนุษยชาติ ขอฝากโลกสีน้ำเงิน
อันสุดแสนสวยงามไว้กับพวกท่าน หวังว่าทุกท่านจะรักษาภาพสุดท้ายที่เราจากมา
ให้คงเป็นเช่นเดิม ตลอดกาล..... สตีฟ แมคเคนสัน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"
มันพูดแปลกๆผมทำท่าจะถาม แต่สตีฟก็รีบบอกกับเราว่า
เขาขอร้องครั้งสุดท้ายกับประธานาธิบดีสหรัฐว่า
เมื่อเขาอยู่ในอวกาศแล้วเขาขอเป็นประธานาธิบดีสักครั้ง ถึงแม้จะสั้นก็ตาม
ดูมันเท่ห์ดี แล้วนักบินอีกคนก็พูดต่อ
"อย่าลืมที่สัญญากันไว้นะ โอบาม่า  ที่บอกไว้ว่า
ที่ป้ายจารึกในอนสรณ์สถานทหารผ่านศึกอีรัค
ให้ลงชื่อว่า ผู้พัน บิลล์ เจ ฮัทสัน ด้วยนะ" บิลล์กำชับ
ส่วนผมกับเสี่ยก็นั่งนิ่งหน้าซีดรอการถูกเชือดเพื่อมนุษยชาติอยู่เหมือนกัน 
"ทุกคนพร้อมนะ ต่อจากนี้ไปเมื่อเราพุ่งชน
เวลาจะผ่านไปเร็วมาก พวกเราจะแทบไม่รู้สึกอะไรเลย 
ขอให้ทุกคนฝันดี" กัปตันสตีฟพูดจบ เสี่ยหลินก็ตรงเข้ามากอดผม ด้วยความรู้สึก
แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แล้วยานก็ค่อยๆเคลื่อนตัวมุ่งหน้าเข้าสู่ดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ตรงหน้า
ยานเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ ใจผมคิด นี่เรากำลังจะตายหรือนี่
ทันใดนั้นเอง! ยานก็เกิดหยุดขึ้นมากระทันหัน ทำเอาเสี่ยหลินพุ่งตรง
เข้าไปกระแทกแผงควบคุมอย่างจัง
"โอ้ย! เสี่ยหลินอุทานอย่างดัง
"ไหนบอกว่าก่อนตายไม่รู้สึกอะไรไงล่ะ"เสี่ยโวยวายเพราะคิดว่าตัวเองตายแล้ว
" จากH2n1 นั่นใช่พวกคุณหรือเปล่า"กัปตันสตีฟหยุดเดินเครื่องพร้อมกับพูดในวิทยุ
ผมลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบๆ "นี่เรายังไม่ตายเหรอเนี่ย"
"เมื่อกี้ผมเห็นอะไรบางอย่าง ผมว่าน่าจะใช่นะ "สตีฟหันไปคุยกับบิลล์
ว่าแล้วกัปตันก็เปิดถาพจากมอนิเตอร์เพื่อดูภาพย้อนหลัง
"ใช่จริงๆ ไม่ผิดแน่"ทั้งสองหันหน้ามองกัน
แล้วกัปตันก็พาเราหันหัวกลับไปในทิศทางที่เราวิ่งมา
ภาพที่ผมเห็นคือยานอวกาศอีกลำที่มีลักษณะเหมือนกับเราจอดนิ่งอยู๋
"จากH2N1เรียกH1N1มีใครอยู่บนนั้นหรือเปล่า"ไม่มีเสียงตอบกลับ 
แต่ผมก็ติดใจที่ชื่อมันคุ้นๆยานบ้าอะไรว๊ะชื่อพิลึก
"สงสัยเราต้องเข้าไปดู"นักบินพูด
นักบินนำยานเข้าไปจอดเทียบแล้วทำการเชื่อมอุโมงค์เข้าด้วยกัน
ผู้พันบิลล์ ตรงเข้าไปเปิดประตูยานอีกลำ แล้วพบว่า
ในยานนั้น มีนักบินอีกสองคนกำลังสลบอยู่
"PICOM1 PICOM2 เป็นไงมั่งตอบสิ"สตีฟเขย่าตัวนักบิน
สตีฟพยายามอยู่หลายครั้งจนกระทั่งนักบินเริ่มขยับตัว
คำแรกที่ได้ยินคือ "ไม่อยากจะเชื่อเลย นี่พวกนายจริงๆ
เหรอเนี่ย"หนึ่งในนักบินที่พึ่งจะฟื้นตัวพูดขึ้น
"นี่นายน่ะ เอากระเป๋ายาที่อยู่ตรงช่องหมายเลข F4aให้หน่อยสิ"
สตีฟหันมาทางผมที่ตามเข้ามาด้วย
เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาผมแทบหยุดหายใจ นี่มันอะไรว๊ะเนี่ย
โคตร...แห่งกระบอกฉีดยา แล้วสตีฟก็หยิบเอาออกมา
กระบอกหนึ่งฉีดเข้าบริเวณท้องของนักบินคนแรก
ไม่ต้องบรรยาย แทบจะลุกกระเด้งตื่นขึ้นมาทันที
เมื่อทั้งสองฟื้นตัวแล้ว นักบินทั้งสี่ก็นั่งคุยกัน
"เอาไงต่อดีตอนนี้เรามียานถึงสองลำและมีกำลังมากพอ
ที่จะกำกัดเจ้าเศษอุกกาบาตนั่น ถ้าพร้อมใจกันพุ่งชน
คงไม่ใช่เรื่องยาก"หนึ่งในนักบินพูดขึ้น นักบินทุกคนทำท่าเห็นด้วย
แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งสอดขึ้นมา
"พวกมรึงจะรีบไปตายกันถึงไหน เสียดายเป็นถึงนักรบ
แห่งกองทัพสหรัฐ มีความคิดกันหน่อยสิ"นักรบแห่งเขาชนไก่พูดขึ้น
แล้วทั้งสี่ก็หันมามอง
"แล้วจะใหทำยังไง" บิลล์พูดขึ้น
"เห็นว่ายานมันถอดพ่วงได้ พวกเอ็งก็เอายานพ่วงกันแล้ว
ตั้ง ออโต้ไพลอต ให้มันพุ่งเข้าชนสิ ไม่เห็นจะยาก
แล้วก็ขับยานส่วนที่เหลืออีกลำกลับบ้าน ถ้ามันยากนักเดี๋ยวจะทำให้
ดู"เสี่ยยกตัวอย่างหลักการพ่วง รถมอเตอร์ไซด์
กับรถสาลี่(รถสาลี่คือรถเข็นที่คนแถวราชบุรีเขาตัดหญ้า
แล้วบรรทุกพ่วงไปกับท้ายมอเตอร์ไซด์ให้วัวกินที่คอกนั่นหล่ะ)
ทำไมมันต้องอธิบายให้ยากด้วยว๊ะ แต่ดูฝรั่งทำท่าจะเข้าใจ
"ไม่ได้หรอก ถ้าเราทำเช่นนั้น มันก็ผิดจากเป้าหมายใน
ภาระกิจที่เราตั้งไว้สิ นี่มันเรื่องของหน้าที่นะ"หนึ่งในนักบินของยานอีกลำพูดขึ้น
"เงียบปากไปเลย ช่างภาระกิจมันเหอะในเมื่อเราทำแบบนี้
แล้วมันก็ลุล่วงเหมือนกัน มรึงยังจะห่วงอะไรอีกว๊ะ"เสี่ยพูดอย่างมีอารมณ์
"ไม่ได้ หน้าที่คือหน้าที่ ถ้าพวกนายรักตัวกลัวตาย
ก็รีบไปเลยจะไปไหนก็ไป"Picom2 พูดขึ้นพร้อมกับกลับเข้าไปที่ยานลำเดิม
แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเสี่ยหลิน
ตรงเข้าไปชกหน้านักบินคนนั้นจนติดฝาผนังแล้วกระทืบนักบินที่ตัวใหญ่กว่าจนสลบ
แล้วลากกลับเข้ามาในยาน ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"เราทุกคนพร้อมสละชีพ แต่เราคงลืมไปว่าเรามีคน
อยู่สองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาระกิจอยู่บนยานลำนี้ด้วย
เพราะฉะนั้นเราควรจะพาเขากลับไปส่งบ้าน"กับตันสตีฟพูดขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกคนจึงทำตามคำแนะนำของเสี่ย
พวกเราใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็พร้อม
และแล้วยานลำที่ไม่มีคนอยู่ก็ถูกพ่วงเข้ากับชุด
ระเบิดนิวเคลียร์ที่ถอดออกมาจากลำที่เราอยู่
"หวังว่าคงได้ผลนะ"กับตันสตีฟพูดขึ้น
ทุกคนถูกสั่งให้รัดเข็มขัด แล้วเราก็มองดูยานอีกลำที่เราโปรแกรมไว้
เคลื่อนที่ตรงเข้าสู่ใจกลางดาวเคราะห์น้อย
"เราคงอยู่ดูต่อไม่ได้แรงระเบิดของดาวเคราะห์น้อยคงจะมาก
ทุกคนจับให้แน่นนะเราจะเดินทางกลับกันแล้ว"
นักบินที่หนึ่งเริ่มเดินเครื่อง แต่แล้ว
แต่แล้ว แต่แล้ว และแต่แล้ว ยานเราไม่ขยับ งานเข้าแล้ว
นี่มันไม่ใช่หนังออลลีวู้ดนะ มรึงจะมาเสียอะไรเอาตอนนี้
ยานอีกลำก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลาน้อยลงแล้วสิ
นักบินบอกว่าคงเป็นเพราะที่เสี่ยแกพุ่งมากระแทก
แผงคอนโทรลตอนเบรคเมื่อครั้งก่อนแน่ๆ
แล้วจะทำไงดี ยานที่ใช้ได้พวกก็เอาไปบรรทุกระเบิดเรียบร้อยแล้ว ตายยกลำแน่
นักบินพยายามแก้ไขแต่ดุเหมือนไม่เป็นผล
และแล้วเสี่ยก็นำเอาความรู้ในวิชาชีพของสยามประเทศอันน่าอับอายเป็นอย่างมาก
มาแสดงให้ฝรั่งเห็น
"โครม"ประแจเบอร์ห้าพุ่งเข้าใส่แผงคอนโทรล์ของยาน 
"พอแล้ว เดี๋ยวก็พังกันพอดี"ผมปรามเสี่ยที่เอาเท้ากระทืบไม่ยั้ง
แต่แล้วไม่อยากจะเชื่อเมื่อเครื่องสร้างตัวหนอนเวลาเกิดตอบสนองขึ้นมา
นักบินที่ตะลึงอยู่ไม่รอช้ารีบป้อนคำสั่งลงไปอีกครั้งทันที
แล้วยานของเราก็เดินทางเข้าสู่ตัวหนอนเวลาใน
จังหวะเดียวกับที่ยานอีกลำที่ขนระเบิดพุ่งชนพอดี
แต่คราวนี้ดูเหมือนกับยานเราเรากระเด้งไปมาในตัวหนอนเวลา
ต่างจากที่มาในตอนแรกที่ดูราบเรียบ
ตอนนี้เหมือนกับตอนแรกอยู่อย่างตรงที่ทุกคนเริ่มสลบ
แล้วปัญหาใหญ่อีกอย่างคือผมเริ่มเกิดอาการสลึมสลือเหมือนกับจะสลบ
ไม่ต้องพูดถึงเสี่ยที่สลบเป็นคนแรกเนื่องจากเป็นคนเดียวที่รัดเข็มขัดไม่ทัน
ทำให้กระแทกเข้ากับผนังด้านหลังของห้องนักบิน
แย่แล้ว ถ้าเราสองคนสลบแล้วใครจะสั่งหยุดยาน
แล้วเราไม่พุ่งเข้าชนโลกหรือนี่  แย่แล้ว....และแล้วผมก็หมดสติตามคาด
ใครจะหยุดยาน นั่นหล่ะคือปัญหา...
 
โปรดติดตามตอนต่อไป...........
 
 
 
 
 
 
 
....................... 

edit @ 26 Oct 2009 23:12:00 by taif55

edit @ 26 Oct 2009 23:24:54 by taif55

2009/Oct/18

"
--------------------------------

ภาระกิจตะลุยอวกาศกู้โลก ตอนที่ 3
 

ตอน  การเดินทางผ่านอุโมงค์ตัวหนอนอวกาศ


   และแล้วเราความฝันของผมก็เป็นจริง
นี่เราเป็นนักบินอวกาศจริงๆหรือนี่
ไม่อยากจะเชื่อเลยวุ้ย
ผมลอยตัวอยู่บนยานอวกาศรุ่นใหม่
ที่นักบินบอกกับเราว่าใหญ่กว่ากระสวยอวกาศรุ่นก่อนๆที่เคยมีมา
สภาวะไร้น้ำหนักนี่มันคงทำให้เราเบาลงเยอะเลย
ชักอยากจะเอากิโลมาชั่งซะแล้วสิ หุ หุ
ผมลอยตัวมามองหน้าต่างบานเล็กๆของห้องนักบิน
นั่นสินะโลกของเรา ดูมันช่างเล็กเสียนี่กระไร
ว่าแล้วก็ซดเจลรสกาแฟอีกที
แต่จู่ๆผมก็เริ่มแปลกใจ
"นักบิน  นี่เราจะไปไหนกันเนี่ย" ผมแปลกใจที่ยานของเราวิ่งเลยดวงจันทร์
สองนักบินทำหน้าแปลกใจ
"นี่ฮูสตันไม่ได้บอกอะไรพวกนายเลยหรือ"นักบินหันมามอง
"นั่นสินี่เราจะไปไหนกัน" เสี่ยหลินก็ถามด้วยความสงสัย
นักบินทั้งสองมองหน้ากัน
"เอาเป็นว่าเดี๋ยวพวกนายก็รู้เอง"
ช่างมันเถอะแค่ได้ขึ้นมานี่ก็ดีถมถืดแล้ว ใจผมคิด
เมื่อผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกทีก็พบว่าเราอยู่ไกลจากโลกมากแล้ว
แล้วนักบิน picom4ก็สั่งให้เรากลับมานั่งที่พร้อมกับรัดเข็มขัดอีกครั้ง
" ถึงฮูสตัน ตอนนี้เราอยู่ในระยะแล้ว เราพร้อมเดินเครื่องในอีก 5นาที ขอคำสั่งด้วย"
" ถึง H2N1 ถ้าพร้อมแล้วก็ดำเนินภาระกิจได้ทันที 
พวกเราในนามของมนุษย์ชาติ ขอฝากความหวังไว้
กับพวกท่านด้วย ลาก่อน" ฮูสตันพูดแปลกๆ
แล้วนักบิน Picom3 ก็หันมาพูดกับเรา
"หลังจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของพวกนายทั้งสองแล้วหล่ะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ยานลำนี้ไม่ธรรมดา
มันเป็นยานที่ถูกออกแบบมา เพื่อเดินทางเข้าสู่
สิ่งที่เรียกว่า Black hole effect Way "
"เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายบอกว่า เอ็กซ์เพรสเวย์ อะไรน่ะ มันคืออะไร" เสี่ยถาม
"เอาเป็นว่าพวกนายไม่ต้องรู้อะไรมากหรอก แต่จะบอกให้ว่า
หลังจากนี้ ยานจะวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก ผ่านอุโมงค์ตัวหนอนเวลา
พักเดียวเราก็จะหยุด ก็แค่นั้น" Picom4พูด
"แล้วมันเร็วขนาดไหนล่ะ"ผมถามด้วยความอยากรู้
"บางช่วงอาจเร็วกว่าความเร็วแสง"นักบินตอบ
"นี่นายล้อเล่นหรือปล่าวเนี่ย"ผมไม่อยากจะเชื่อ
"อ้อ แล้วหน้าที่ของพวกนายในภาระกิจนี้คือ 
เมื่อเริ่มมีแสงสว่างเข้ามาให้พวกนายกดที่ปุ่มสีเขียวนี้ทันที
ก่อนที่เราจะพุ่งชนอะไรเสียก่อน เข้าใจมั้ย" นักบินกำชับ
แล้วเราก็ยังงงอยู่ดี
"แล้วทำไมนายไม่กดเองล่ะ "เสี่ยถามด้วยความแคลงใจ
"เอาน่าเดี๋ยวนายก็รู้เองหล่ะ"นักบินชักหงุดหงิด
ว่าแล้วนักบินไม่รอช้า picom3 ก็ดึงคันบังคับในทันที
ตอนนี้ผมรู้สึกว่ายานเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีแสงวาบเป็นระยะ
ผมพยายามคุยกับเสี่ยแต่น่าแปลกที่ปากผมขยับแต่กลับไม่มีเสียงออกมาเลย
ผมจ้องมองไปที่หน้าต่างแค่ไม่กี่วินาทีเราก็ตกอยู่ในความมืด
แต่ยังรู้สึกว่ายานกำลังสั่นอยู่ ไม่มีเสียง และรอบๆตัวเรามันมืดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
นี่เรากำลังเป็นอะไรเนี่ย
 ปัง! ปัง ปัง เสียงอะไรเนี่ย ผมอุทานพร้อมกับแสงที่สว่างขึ้นมาในกระทันหัน
"ตายแน่ กรู ไม่น่าเลย"เสียงของเสี่ยหลินดังขึ้น
ตอนนี้ผมนึกอะไรออกบางอย่าง
ปุ่มเขียว แล้วผมก็กดในทันที
ผมมองไปข้างหน้า สิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมตกตะลึง
ใช่แล้ว เรากำลังจะพุ่งชนหินอุกกาบาตก้อนมหึมา มันเริ่มใกล้เข้าทาเรื่อยๆ
ผมพยายามกดปุ่มเขียวอีกหลายครั้ง
แต่เราก็ยังพุ่งเข้าไปอยู่ดี
แต่แล้วฮีโร่ของเราก็ช่วยไว้ได้ทันการ
เสี่ยหลินที่กระโจนเข้าไปคว้าคันบังคับของนักบิน
แล้วหักหลบได้อย่างฉิวเฉียด
"เกือบไปแล้ว"เสี่ยถอนหายใจ
ยานเริ่มลดความเร็วจนกระทั่งหยุดนิ่ง
ผมเข้าไปหานักบินแล้วพบว่า
สองนักบินคอพับอยู่กับเก้าอี้
"กรูว่าเราซวยแล้วหล่ะ ไอ้สองคนนี้มันตายแล้ว"เสี่ยพูดอย่างตื่นตระหนก
ยิ่งกว่าซวยอีกถ้ามันตายจริง ผมตกใจ
"แล้วใครจะพาเรากลับล่ะ"เสี่ยตั้งคำถาม
ผมนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
แล้วผมก็ตรงเข้าไปกดวิทยุเพื่อติดต่อฮุสตัน
น่าแปลกที่ไม่มีเสียงตอบกลับ
แล้วผมก็เริ่มสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง
"ไอ้เสี่ย นักบินยังหายใจอยู่"ผมอุทานด้วยความดีใจ
"จริงด้วย"เสี่ยตรงเข้าไปตบหน้านักบิน
"พอแล้ว มรึง เดี๋ยวเขาก็ตายคามือมรึงหรอก"ผมรีบเข้าไปห้าม
และแล้วนักบินก็เริ่มขยับตัว
"ถึงแล้วเหรอ"picom3รู้สึกตัวก่อน
แล้วหันไปปลุกอีกคน ไม่นานอีกคนก็รู้สึกตัว
ในระหว่างนั้นผมพยายามมองออกไปด้านนอกของยาน
แต่สิ่งที่เห็นรอบๆตัวก็ทำให้ผมแปลกใจ
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเรายังมองเห็นโลกอยู่เลยแล้วนี่มัน
"ถ้านายพยายามมองหาโลกอยู่ละก็ ไม่ต้องหาหรอก
แต่ถ้าอยากจะหาจริงๆ นายก็มองไปที่ดาวที่สว่างลิบลิบ
อยู่ตรงนั้นน่ะ นั่นหล่ะคือดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา"
ผมมองไปที่นักบินบอก
แล้วเสี่ยแกก็ถามขึ้นมาว่า
"ถามจริงเหอะ แล้วทำไมเราต้องมาไกลขนาดนี้ด้วย"
"ถึงตอนนี้เราก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีก  นายดูนั่นสิ"
picom4 ชี้ไปที่มุมหน้าต่างด้านซ้าย
"ไม่เห็นมีอะไรเลย ก็แค่ดาวดวงเล็กๆ "เสี่ยแกพูด
"มันก็ใช่  แต่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆอย่างที่เห็นหรอก"
"มันกำลังพุ่งไปที่โลก"นักบินพูดทำเอาผมต้องกลืนน้ำลาย
"แล้งไง มันจะพุงชนโลกเหรอ ใครจะไปเชื่อ อยู่ตั้งไกล"เสี่ยมองไปที่ดาวเคราะน้อย
"ชนสิ เต็มๆเลยหล่ะ เดือนธันวาคม ปี 2012 "นักบินตอบ
เราสองคนถึงกับอึ้ง
"แล้วจะทำไงต่อ จะทำอะไรก็รีบทำ จะได้กลับบ้านเสียที เริ่มเบื่อไอ้ห้องแคบๆนี้แล้ว"
เสี่ยแกพูด จนนักบินทั้งสองมองหน้า
"เราถูกส่งมาให้ปฏิบัติภาระกิจในครั้งนี้ ไม่มีตั๋วกลับ"นักบินตอบ
"นี่มรึงพูดอะไร หมายความว่าไงที่ไม่มีตั๋วกลับ"เสี่ยเริ่มแสดงอาการ
"บนยานลำนี้ที่เห็นขนาดใหญ่โตแบบนี้จริงๆแล้วเต็มไปด้วยจรวดนิวเคลียร์
มากพอที่จะทำให้ประเทศเล็กๆหายไปจากแผนที่โลกได้เลย
เราถูกส่งมากำจัดดาวดวงนี้โดยเฉพาะ นั่นคือภาระกิจของเรา"นักบินพูดด้วยเสียงเข้ม
"นี่นายหมายความว่าเราต้องตายกันหมดงั้นหรือ"ผมเริ่มใจคอไม่ดี
ไม่มีคำตอบจากนักบิน
"แล้วทำไมพวกนั้นไม่ส่งยานที่ไม่มีนักบินมาล่ะ"ผมถาม
"ในภาระกิจนี้ พวกนักข่าวรู้แค่ว่ายานที่เรามานี่หล่ะ เป็นยานที่ไม่มีนักบิน
แต่ที่เราต้องมา เพราะการข้ามอุโมงค์ตัวหนอน จะไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย
การติดต่อกับยานอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่า
จะมีการส่งข้อมูลได้แต่ละครั้ง หรืออาจไม่ได้เลย
ความผิดพลาดจะสูงมาก เราไม่ต้องการให้มีการผิดพลาด"นักบินตอบยืดยาว
"งั้นพอเรายิงใส่ดาวเสร็จ เรากลับก็ได้นี่"เสี่ยเสนอ
"ไม่มีการยิง หรอก แรงไม่พอจะระคายผิวดาว 
เราถูกส่งมาให้พุ่งชน"ถึงตอนนี้ผมกับเสี่ยอยู่ในภาวะใดทุกคนก็รู้
"ตอนนี้ถ้าอยากทำอะไรก็ทำ ให้คิดเสียว่าถ้าเราไม่ตายตอนนี้
ปี 2012เราก็ตายอยู่ดี"picom4พูด
"ในเมื่อเหลือเวลาไม่มาก งั้นนายก็บอกชื่อจริงกับเรามาดีกว่า
ไม่ต้องไปแคร์ไอ้พวกข้างล่างนั้นอีกแล้ว"เสี่ยเสนอ
"ก็ได้ เราชื่อ สตีฟ ส่วนคนนั้นชื่อ บิลล์ "picom3แนะนำตัว
เราทั้งสองจบจากโรงเรียนนายร้อย อันดับหนึ่งของสหรัฐ บ้านอยู่แมนฮัตตั้นทั้งคู่แล้วนายล่ะ"
"ผมชื่อดุลส่วนไอ้คนนั้นชื่อหลิน บ้านเกิดอยู่หนองจอก กับลาดกระบัง
แต่พักอยู่บ้านโป่ง ราชบุรี"ผมตอบเล่นเอาฝรั่งงง
"จบมหาลัย ป.ตรี ด้วยกันทั้งคู่ แต่ตอนนี้กำลังไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่
เพิ่มเติมอยู่ "เสี่ยตอบเล่นเอาฝรั่งงงรอบสอง
"อ๋อ กำลังเรียน ป.โทอยู่นั่นเอง"picom4เริ่มจะเข้าใจ
"ปล่าวหรอก ไอ้เสี่ยมันติดสาวอยู่มันเลยชวนผมไปเรียน"ผมตอบเซ็งๆ
ทำไมมุขนี้มันดูขำไม่ออกว๊ะ เหมือนนักโทษประหารที่
กำลังรอถูกยิงเป้าอยู่แน่ๆ ผมเริ่มน้ำตาซึม
เอาน่ะทหารเกิดมาตายหนเดียว เพื่อมนุษยชาติ
นักบินส่งสายตาเป็นแววประกายมาทางเรา
"เดี๋ยวก่อนขออีกข้อ ชื่อ ที่ไอ้พวกข้างล่างมันตั้งมามันเรียกยากเดี๋ยวขอตั้งชื่อใหม่นะ
นายน่ะ ชื่อ carabao1 ส่วนนายน่ะ carabao2
จำไว้ก็แล้วกัน"เสี่ยพูดสะใจเป็นครั้งสุดท้าย
ดูไอ้สองตัวนั้นจะชอบชื่อใหม่เอามากซะด้วย
และแล้ว ผมกับเสี่ย และcarabaoทั้งสองตัวก็จึงเริ่มปฎิบัติการกู้โลกในทันที
ตอนนี้ผมกับเสี่ยเริ่มทำใจได้บ้างแล้ว
"ด้วยเกียรติของทหาร รด.ไทยชาติต้องมาก่อน"เสี่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผมซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เราคงทำได้เท่านี้ 
นี่กรูมาเที่ยวนะเนี่ย.....


  ....

ติดตามตอนต่อไปนะ

++++++++++++++++++++++++

edit @ 18 Oct 2009 01:19:15 by taif55



korakot wangsamad
View full profile