2007/Aug/30

คำเตือน ! บันทึกเรื่องนี้มิได้ถูกสร้างจากเรื่องจริงกรุณาใช้วิจารณญานในการรับอ่าน ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำกับเด็กที่อายุต่ำกว่า28ปี และไม่ควรปล่อยให้เด็กอ่านตามลำพัง (ใช้ราชาศัพท์เยอะไปหน่อยมั้ง)

......................................................................

ผจญภัยขุมทรัพย์เครื่องบินตกสุดขอบโลก ตอน 1

เมื่อหลายเดือนก่อน ขณะที่กำลังจิบชานั่งดูข่าวภาคค่ำมีข่าวข่าวหนึ่งที่สะดุดใจมากกว่าข่าวอื่นๆเมื่อเวลาประมาณบ่าย2โมงของวันนี้มีรายงานว่าได้มีเครื่องบินเล็กขนาด4ที่นั่งลำหนึ่งได่เกิดสูญหายไปกลางป่าพร้อมกับนักบินฝึกหัด2คน ในขณะกำลังฝึกบินอยู่ได้เกิดฝนฟ้าคะนอง ทางท่าอากาศยานและหอเรดาร รายงานว่าเครื่องบินลำนี้สูญหายไปจากจอเรดาร ซึงในเบื้องต้นคาดว่าอาจร่อนลงในจุดใดจุดหนึ่ง รายงานความคืบหน้าจะนำมารายงานเป็นระยะ

เอ็งคิดเหมือนข้าไหมว่าคงเรืยบร้อยแล้วว่ะไอ้หลิน เออว่ะเครื่องบินลำขนาดนั้นมันจะไปร่อนลงได้ที่ไหนป่ามันออกจะรกทึบขนาดนั้นถ้าร่อนลงได้คงเซียยนมาก ผมพูด หลายวันต่อมาผมก็ยังติดตามข่าวเรื่อยมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้ระดมค้นหาแบบปูพรมในจุดที่คาดว่าจะตก ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบเครื่องบินที่สูญหายพร้อมนักบินทั่งสอง ทางเจ้าของเครื่องได้ตั้งรางวัลหลายแสนบาท ให้แก่ผู้ชี้เบาะแสว่าตกที่จุดใด อะโห! เป็นแสนเลยเหรอวะ นี่ถ้าเราพบนะ.... ผมนั่งฝันในใจ ก็จะไม่ให้ฝันได้ไง เงินมันมากกว่าที่ทำงานตั้งหลายเดือนแนะ ไม่ใช่สิ หลายปีเลยหละ หุๆ ผมเลยจัดแจงเตรียมข้าวของ พร้อมอุปกรณ์เดินป่า คู่ใจที่ไม่ได้เอาออกมาเป็นเวลานานมาปัดฝุ่น

เอ็งจะไปไหนวะ จะไปเที่ยวไม่บอกกรู เสี่ยหลินเดินตรงเข้ามา หยุดหลายวันว่าจะไปเข้าป่าซะหน่อย ผมพูด ดีกรูไปด้วย มันพูดหน้าตาเฉย ใครชวนมึงกรูไม่ได้ไปตกปลา เอาน่าไอ้ดล มึงไปไหนกรูไปด้วย (เหมือนมันจะห่วงเรามาก) ทริปนี้ก็เลยมีกันสองคน

เช้าวันรุ่งขึ้นบขสสายกรุงเทพ-ปราจีน เลยได้รับค่าเดินทางสองคน (แต่ออกตังคนเดียวเหมือนที่คิด) เมื่อรถเดินทางมาถึงปากทางเขาใหญ่"กรูหิวข้าวว่ะพี่น้อง " เสี่ยหลินเปรยขึ้น " เออกรูก็หิว "ผมเลยกินข้าวที่ร้านตรงปากทางเข้า (กินสองคนแต่จ่ายคนเดียวอีกแล้วครับท่าน ไอ้หลินนะไอ้หลิน) เท้าความก่อนไอ้หลินมันเป็นพ่อค้าสำเพ็งเพื่อนๆเรียกกันว่า เสี่ยหลิน หลายคนคงคิดว่าผมจะตกถังข้าวสารใช่มั้ย ผิด! ค่ารถกับค่าข้าวน่ะกรูออกเองรวมถึงค่าข้าวของเสี่ยด้วย ถึงแม้มันจะเป็นพ่อค้าสำเพ็งแต่ทุกบาททุกสตางมันเอาเข้ากองทุน(กองทุนภริยามันน่ะสิ) เชื่อมั้ยว่าผมถามมันว่ามันมีตังมาเท่าไหร่ มันพูดหน้าตาเฉยว่า ไม่มี! "หลายครั้งแล้วนะมึง" ผมพูดพร้อมกับกินข้าวแกล้มนำตา "เออน่าเดี๋ยวเจอเครื่องบินแล้วกรูจะให้คืน" เฮ้ย ไอ้หลินมึงรู้ได้ไงว่ากรูมาหาเครื่องบิน ผมแปลกใจ ถ้ามึงไม่มาหาเครื่องบินแล้วมาหาแสงอะไรเล่า ทำไมกรูจะไม่รู้ ที่มึงมากะกรูเมื่อปีก่อนแล้วโดนช้างไล่กระทืบกลางป่าน่ะมึงสัญญาว่าจะไมเข้ามาอีก เล้วมึงยังมา มันน่าแปลกมั้ยล่ะ เสียรู้มันจนได้ ผมเซ็ง

ในระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่นั้น มีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยกู้ภัยชุดหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวอยู่ใกล้ๆ "นี่ก็หลายวันแล้ว ทางผู้การบอกว่าถ้ายังไม่พบอีกคงต้องยุติการค้นหา มันก็จริงนะ นี่มันก็หลายวันแล้ว ใครมันจะไปทนอยู่ในป่าได้นานาน ขนาดนั้น หัวหน้าว่ามั้ย "อือ แต่เราก็ต้องพยายามให้เต็มที่ ชีวิตของคนสองคนนะ " แล้ววันนี้พี่จะไปค้นหาที่จุดไหนล่ะ ก็คงจะเป็นหลังนำตก ผู้กองพูด งั้นผมไปด้วย ! เฮ้ย!ทหารทั้งกลุ่มหันมามองที่เสี่ยหลินที่ยืนถามอยู่ข้างหลังผู้กอง ผมจะไม่รบกวนการทำงานของพวกพี่ๆหรอก

ในที่สุดผมก็นั่งอยู่หลังรถยีเอ็มซีแบบเสียวหลังยังไงก็ไม่รู้นั่งไปมองเงาหัวตัวเองไปว่ายังอยู่หรือเปล่า ก็จะไม่ให้มองได้ไงล่ะ เสี่ยแกเล่นพูดชีวะประวัติสมัยเป็นร.ด.มาข่มทหาร พูดไม่หยุด ทหารก็พูดข่มกันไปข่มกันมา เสี่ยก็ไม่ยอม "ไอ้เสี่ยมึงพอได้แล้ว" ผมพูดพร้อมกับมองเงาหัวอีกครั้ง ไม่เป็นไรหรอกสนุกดีผู้กองร่างใหญ่พูดพร้อมกับขำไป ยังไงเรามันก็ทหารเหมือนกัน รถวิ่งมาจอดที่กลางป่า เอ้าพวกเราถึงที่แล้วพรึ่บ! ทหารเกณฑ์ทั้งคันรถกระโดดลงจากรถไปยืนเรียงแถวข้างล่าง ตรวจเช็คอุปกรณ์! หัวหน้าหมู่ออกคำสั่ง ทหารทุกนายที่มามีหน้าที่ประจำทุกคน ทุกคนเอากระเป๋าออกมาตรวจสอบ ทั้งเสบียงและอุปกรณ์ ผมยืนดูการทำงานของทหารทุกคนแล้วรู้สึกดีที่ทุกคนพร้อมใจกันดูเหมือนว่าทุกคนจะเต็มใจ แต่ก็เซ้งในทันทีที่เห็นเสี่ยไปยืนท้ายแถวแล้วเอากระเป๋าที่เต็มไปด้วยขนมอบกรอบมาม่าเทออกมา ท่ามกลางสายตาของทหาร ที่พอจะมองออกถึงคำว่าตัวปัญหา เอ้าเอาสิเอาๆๆๆเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วนี่หว่า ผมเดินไปต่อแถวกะเขาด้วย ผู้กองซึ่งมองอยู่ห่างๆดูจะมีอารมขัน หัวเราะร่า นายทั้งสองคนไม่ต้องก็ได้ ผู้กองพูด ไม่ได้ครับผู้กอง ตอนนี้ผมเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพแล้วขอรับ เสี่ยหลินของผมพูดเสียงดังฟังชัด (ทหารโบราณ) ดีเป็นให้ตลอดนะมึง เสียงจากทหารคนข้างๆเสี่ยพูดขึ้น (ผมรีบมองเงาหัวอีกครั้ง)

หลังจากนั้นหน่วยของเรา (หุๆ) ก็เดินตามทางที่ผู้กองเรียกว่าทางช้างเผือกเข้าสู่ป่าในระหว่างที่เดินเข้าสู่ป่า ผมก็แนะนำตัวให้เพื่อนร่วมทาง ผู้กองดูเป็นคนที่มีอารมณค่อนข้างจะขัน(มุขตลกคาเฟ่แบบฝืดๆ)แตกต่างจากที่ผมคิดไว้พี่แกมีเรื่องขำกันตลอดทาง มันก็เพลินไปอีกแบบ ผู้กองครับทำไมผู้กองเรียกทางช้างเผือกครับ ผมถามด้วยความอยากรู้ นายสังเกตุมั้ยว่าทำไมทางมันดูโล่งๆ ผู้กองชี้ จริงสิในป่ามันไม่น่าโล่งแบบนี้ ผมตอบ นายเห็นทหารสามคนที่เดินหน้ามั้ย ตั้งแต่เดินเข้าป่ามามันยังไม่พูดอะไรเลยสักคำมันเดินยังกับข้างหน้ามีข้าสึก จริงๆแล้วตรงนี้เป็นทืทางช้างผ่านไม่ใช่ทางช้างเผือก เย็นวาบเลยพี่น้องผมเริ่มปาดเหงื่อ (ทำไมไม่พูดให้ชัดแต่แรกวะผู้ก้ออง) ภาพความหลังกลับมาในทันใดภาพที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่แล้วมีช้างป่าวิ่งเข้าถล่มเมื่อปีก่อนยังคงฝังใจเกือบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ถ้าจะหันหลังกลับคงยากแล้ว(มันคงหลายกิโลแล้ว)เลยตามเลย

แต่แล้วภาพความหลังมันก็ไม่เป็นความหลังอีกต่อไปเมื่อทหารทั้งสามหยุดนิ่งพร้อมกับเสียงกึกก้องของงงงงงงง.......ชะๆๆๆๆ แป๊รนนนนนนนนนนนนน

continue Disc 2


edit @ 2007/08/30 19:52:12
edit @ 2007/08/30 19:53:39

Comment

Comment:

Tweet


korakot wangsamad
View full profile