2009/Aug/19

                                          
 
 
 
สวนสัตว์เชียงใหม่หรรษา กับการผจญภัยของแพนด้าเพื่อนรัก


***ภาคต่อจาก ผจญภัยเครื่องบินตกสุดขอบโลก***

ตอน 1 :การเดินทางบนถนนสายแห่งความเครียดเพราะกาแฟแก้วเดียวหรือสองแก้วก็ไม่รู้สู่เชียงใหม่

      เช้าวันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังจิบกาแฟอยู่อยู่   จู่ๆๆก็มีเสียง ตั ต้า ตี่ ตี ตี้ ตุด ตุ้ ตุด ตุด ตู้ ดังมาจากทีวี ช่อง3
เฮ้อ...เมื่อไหร่จะเลิกฮิตซะที  นี่เห็นมาตั้งแต่มันคลอดแล้วนะเนี่ย ผมพุดด้วยท่าทีเบื่อหน่าย 
ความสุขว่ะ ดีกว่าดูข่าวการเมืองก็แล้วกัน เสี่ยหลินพูดขึ้นพร้อมกับนั่งจ้องหมีแพนด้าหลินปิงในทีวีแบบไม่กระพริบตา
ถ้าอยากดูมาก มรึงก็ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่เลยสิวะ  ตอนนี้ผมว่าผมกำลังเบื่อคนมากกว่าแพนด้าเสียอีก
 "เป็นความคิดที่ดี"พุดจบเสี่ยแกก็เดินเข้าห้องแห่งความลับ (ห้องนอนของเสี่ยนั่นหล่ะ)หายไปพักใหญ่ แล้วออกมาพร้อมสัมภาระมหึมา     "เฮ้ย ตรูล้อเล่น นี่จะไปจริงๆหรือเนี่ย"
"ก็จริงสิ  ไปมรึงไปแต่งตัว ด่วน "เสี่ยสั่ง ผมก็เลยต้องปฎิบัติตาม (นี่เป็นลูกน้องมันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย)
 ไม่นานผมก็พบว่าตัวเองอยู่ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง   "เฮ้ย เสี่ยเครื่องบินที่ไหนเขาลงหัวลำโพงเนี่ย"
"เราจะเดินทางกันด้วยรถไฟ "เสี่ยแกพูดขึ้นพร้อมกับเดินไปที่ช่องจองตั๋ว
"ขอตั๋วฟรีสองที่ครับ"เสียงเสี่ยค่อนข้างนิ่มนวลแต่ "นี่ มรึงจะให้ตรูไปเชียงใหม่ชั้นสามเหรอเนี่ย"ผมพูดด้วยเสียงตกตะลึง
"ขอเป็นรถนอนได้ไหมครับ" แน่นอนว่าวันหยุดยาวถ้าไม่จองล่วงหน้าหมดสิทธ์ครับ
ผมก็เลยลากเสี่ยขึ้น แท๊กซี่ ไปหมอชิตทันที
 เมื่อถึงหมอชิต เสี่ยแกก็เลยรับอาสาไปจองตั๋วให้ โดยปล่อยให้ผมนั่งจิบกาแฟในร้านอาหาร
 คราวนี้ได้นั่ง ปอ.1 ไปเชียงใหม่กันสมใจอยาก ใจหนึ่งก็คิดว่ารถนอนคงเต็ม
 พอรถออกไปได้พักใหญ่ ผมก็เลยเริ่มเอะใจ  
"เสี่ย ไปเชียงใหม่เนี่ยผ่านเขื่อนลำตะคองด้วยหรือ"ผมเริ่มเอะใจแต่ก็คิดว่าคงเป็นที่มีการปิดถนนกันมั้ง เห็นฮิตๆกันอยู่
ผมมองผุ้โดยสารรอบๆตัวด้วยท่าทีแคลงใจจนเผลอหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีผู้โดยสารรอบตัวทั้งหมดกำลังเดินลงจากรถ ผมก็เลยปลุกเสี่ย เมื่อลงมาจากรถแล้ว
อาการเครียดสุดขีดเกิดขึ้นในทันใด  "นี่ มรึงทำอะไรลงไป"
 หน้าตาเสี่ยแกดูท่าทางไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย
 จะไม่เครียดได้อย่างไร  มีป้ายต้อนรับว่า ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดหนองคาย ตัวเบ้อเร้อ
อ๋อ มรึง ไม่ต้องซีเรียสหรอกดุล ยังไม่ถึงสักหน่อย เสี่ยพูดพร้อมกับทำท่าจะเดินกลับขึ้นรถ
"ศรีเชียงใหม่ นี่มันศรีเชียงใหม่ มรึงนี่มัน, #@๓+*%๔๕฿# (ขออภัยคำเมื่อกี้ไม่สามารถออกอากาศได้รุนแรงเกินไป)
มันสุดสายแล้ว  ถึงว่าเห็นคนนั่งข้างข้างพูดภาษาแปลกแต่ไม่มีใครพูด เจ้า สักคน"
 "อ้าวเหรอ "เสี่ยทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วเดินออกไปหน้าถนน ปล่อยให้ผมเอามือกุมขมับ ก่ายหน้าผากน้ำตาไหลอยู่หน้ารถปอ1 สายกรุงเทพ-ศรีเชียงใหม่
"ขึ้นรถเร็ว"เสี่ยมาพร้อมกับนั่งอยู่บนรถรับจ้าง ผมก็เลยจำใจขึ้นไป
 ระหว่างที่อยู่บนรถ คนที่เรียกตัวเองว่ากับตัน ก็พล่ามไม่หยุด พอๆกับเสี่ยหลิน จับใจความประมาณว่าเสี่ยไม่ผิดหรอก  แต่ผิดที่เชียงใหม่ตั้งชื่อเลียนแบบศรีเชียงใหม่ ทำให้คนเข้าใจผิด คล้ายกับพระนครศรีอยุธยาในสมัยโบราณ  ที่ตอนหลังเอาไปตั้งใหม่ว่า อยุธยา  ทั้งสองเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หัวเราะท่ามกลางความเครียดของผม และนักประวัติศาสตร์ที่อาจจะได้ยินในภายหลัง
 เวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่ กับตันก็มาถึงปั้มน้ำมันเพี่อจะเติมน้ำมัน
"ดุล ขอตังเติมน้ำมันหน่อย"เสี่ยแบมือมาทางผม
"มรึงมีมรึงก็จ่ายไปสิ  ค่าแท็กซี่ ค่ารถทัวร์กรูก็จ่ายหมด จะเอาอะไรอีก มรึงมีมากกว่ากรูอีก" เท่านั้นหละ ความแตก
เมื่อเสี่ยแกบอกว่า เงินน่ะหมดไปนานแล้ว อีกทั้งทองส่วนที่เหลือที่เอามาจาก เมืองสุวรรณภุมิ  ในเขาใหญ่ ก็หายไปไหนก็ไม่รู้       ที่เครียดเมื่อกี้ ตอนนี้เลยกำลังจะเป็นไมเกรน 
  อ้อ ลืมบอกไปว่าจากตอนที่แล้วเสี่ยแก จิ๊กทองมาจาก เมืองสุวรรณภูมิ เต็มกระเป๋าแล้วเอาไปซื้อ รถนิสสัน จี อะไรสักอย่างเนี่ย พร้อมกับ ฮาร์เล่ย เดวิดสัน ให้ผมอีกคัน ก็ยังมีทองเหลืออีกมาก ผมก็เลยเข้าใจว่าเสี่ยมีตัง
          หลายคนพยายามทักผมแต่ตอนแรกแล้วใช่ไหมว่าทำไมไม่ขี่รถสปอรต์ไปเชียงใหม่เลยล่ะ
คือเรื่องมันมีอย่างนี้ เสี่ยเกถอยรถเข้าบ้านในวันนั้นหล่ะ แต่ความที่แกไม่เคยขับรถมาก่อนเลย แกเลยถอยรถพุ่งลงไปในบ่อจมไปครึ่งคัน เซลล์ที่ขับรถมาส่งเลยเอารถไปซ่อมที่อู่ให้ เพราะมันไม่ซื้อสดเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าประกัน
      อ้าวหลายคนถามอีกแล้วว่า ฮาร์เล่ย ก็ขี่ไปเชียงใหม่ได้นี่  ผมก็ตอบได้เลยว่า ไม่ได้ เพราะเสี่ยแกถอยลากเอา มอเตอร์ไซด์ ที่จอดอยู่ข้างหลังที่ผมยังไม่ได้แม้แต่จะแตะด้วยปลายเล็บ ลงไปจมในบ่อด้วย  เลยต้องเอาเข้าอู่ทั้งคู่ ช่างขอเงินมัดจำล่วงหน้าอีก เฮ้อ
     มาว่ากันต่อ   ทำไงล่ะทีเนี้ย ผมก็เลยต้องเสียนาฬิกา G-shoc ก๊อบเกรด A ที่พี่สาวซื้อมาให้จากเมืองจีน
แล้วลงไปยืนริมถนนเหมือนเคย เนื่องจากกับตันเพื่อนรักของเสี่ย เขาโป้งกันแล้ว
 แต่ก็ยังดีที่เพื่อนรักของผมแสดงความรับผิดชอบโดยการโบกรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีรถยอมให้ไปด้วย ไม่รู้ว่าเป็นด้วยความสามารถเฉพาะตัว หรือน้ำใจของคนที่ชาวกรุงเรียกว่าคนบ้านนอก ก็ไม่รู้ พวกเราโบกกันอย่างนี้ ต่อรถไปเรื่อยๆ  (รถอีแต๋นเสี่ยยังโบกเลย)จนกระทั่งมาถึงป้าย ยินดีต้อนรับสู่เชียงใหม่ ใช่ครับ อันนี้ของแท้ ไม่มีศรี
"เห็นไหมในที่สุดเราก็ถึง"เสี่ยแกยิ้มเย้ย ชื่นชมในความสามารถของตัวเอง
     บอกตรงๆว่าถ้าตอนนี้ผมยังไม่หายเครียดกับวันพรุ่งนี้ละก้อ ผมคงจะบอกไปแล้วว่า ทำไมตอนซื้อตั๋วรถไม่อ่านป้ายให้ดีเสียก่อน  
แต่ผิดที่เราเอง ทั้งหมดเป็นเพราะกาแฟที่หมอชิตแก้วเดียวแท้ๆ  เฮ้อ.......
 
   ปล.มีคนสงสัยอีกแล้วว่าในเมื่อไม่มีตังแล้วเอาข้าวที่ไหนกินระหว่างทาง จะเลียนแบบละครในทีวีเหรอ ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้    บอกได้เลยว่าตอนนี้เหมือนกับภาคที่แล้วที่ ในกระเป๋าเสื้อผ้าผมไม่มีเสื้อผ้า! มีแต่ของกิน
    ทำไงได้พลาดไปแล้ว ดันให้เสี่ยหลินจัด เฮ้อ เอาก็เอาขาดกางเกงสองวันไม่ตาย ขาดอาหารถึงตายเลยนะ เชื่อเขาหน่อย เฮ้อ เฮ้อ ฮือออๆๆๆๆ
 
           โปรดติดตามตอนต่อไป.......................... 

edit @ 19 Aug 2009 18:34:44 by wsm

edit @ 19 Aug 2009 18:36:03 by wsm

edit @ 19 Aug 2009 18:36:31 by wsm

edit @ 19 Aug 2009 18:42:40 by wsm

Comment

Comment:

Tweet


korakot wangsamad
View full profile